มิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ
เป้าหมายการจัดการด้านธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจในยุคที่ธุรกิจเผชิญความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วมตลอดห่วงโซ่อุปทานควบคู่กับการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและจรรยาบรรณทางธุรกิจ ในปี พ.ศ. 2567 บริษัทฯ ได้ยกระดับการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนโดยบูรณาการมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจเข้ากับการพัฒนาองค์กรอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการปรับปรุงนิยามและขอบเขตของประเด็นสำคัญ การพัฒนาวิธีการประเมินผลกระทบ และการจัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับบริบทองค์กรที่เติบโต เพื่อนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน การสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสีย และการเติบโตอย่างยั่งยืน
การกำกับดูแลกิจการที่ดี
ความท้าทายและโอกาส
การรักษาการกำกับดูแลกิจการที่ดีถือเป็นความท้าทายอย่างต่อเนื่องสำหรับบริษัทฯ เนื่องจากกฎระเบียบที่ซับซ้อนขึ้น ข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา และการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นจากนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ต้องการโครงสร้างการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งและความรับผิดชอบที่สม่ำเสมอในทุกระดับ การให้ความสำคัญกับความหลากหลายของคณะกรรมการ มาตรการต่อต้านการทุจริต และการบูรณาการ ESG ภายใต้กรอบ FTSE Russell ESG Ratings ยิ่งกำหนดให้บริษัทฯ ต้องยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นในการกำกับดูแลของคณะกรรมการที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ การบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และวัฒนธรรมแห่งความซื่อสัตย์ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความน่าเชื่อถือในระยะยาวขององค์กร

- ได้รับการจัดอันดับ FTSE Russell ระดับ Good ในปี 2569
- เข้าร่วมโครงการ CAC Change Agent
- ยกระดับการจัดอันดับ FTSE Russell ให้ได้ระดับ Best Practice ในปี 2570
- ต่ออายุการรับรอง CAC อย่างต่อเนื่อง
- รักษาระดับการจัดอันดับและมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างยั่งยืน
โครงการส่งเสริมจรรยาบรรณและจริยธรรมองค์กร
บริษัทฯ จัดทำโครงการส่งเสริมจรรยาบรรณและจริยธรรมองค์กรเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านจรรยาบรรณธุรกิจและหลักจริยธรรมแก่พนักงานทุกระดับให้สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบ การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีคุณค่าและยั่งยืน รวมถึงการสื่อสารความรู้ในประเด็นสำคัญแก่พนักงานทั่วทั้งองค์กร ซึ่งประกอบด้วยการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน หลักสิทธิมนุษยชน จริยธรรมในสถานที่ทำงาน และช่องทางการแจ้งเบาะแสและข้อร้องเรียน (Whistleblowing Channel) โครงการนี้ยึดมั่นในการสร้างกรอบการดำเนินงานที่ให้ความเคารพและให้เกียรติพนักงาน ตลอดจนการส่งเสริมการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและคุณธรรมในทุกขั้นตอนการทำงาน
ในเดือนตุลาคม 2568 บริษัทฯ จัดทดสอบความรู้ "Speedy Quiz" ระหว่างวันที่ 14–31 ตุลาคม 2568 เพื่อวัดระดับความเข้าใจด้านจรรยาบรรณและแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่ถูกต้อง ครอบคลุมกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน ผลการดำเนินงานพบว่า ผู้เข้าทดสอบทั้งสิ้น 1,163 คน ผ่านการประเมินครบ 100% สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในทุกระดับ ทั้งนี้ หากมีผู้ที่ยังไม่ผ่านการทดสอบ บริษัทฯ มีกระบวนการติดตามที่ชัดเจน โดยแจ้งหัวหน้างานรับทราบ จัดอบรมเพิ่มเติม และกำหนดการทดสอบซ้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนในองค์กรมีความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างครบถ้วน

โครงการเข้าร่วมแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (CAC)
บริษัทฯ ดำเนินโครงการเข้าร่วมแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (CAC) เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและปราศจากการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ มีเป้าหมายหลักคือการได้รับการรับรองฐานะสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption: CAC) ภายในปี 2568 ซึ่งจะเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและมีความรับผิดชอบต่อสังคม
คณะกรรมการบริษัทมีมติเข้าร่วมโครงการและประกาศเจตนารมณ์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการ บริษัทฯ ได้จัดทำเอกสารเผยแพร่ความรู้และจัดฝึกอบรมให้แก่พนักงานทุกระดับ จัดสัมมนาให้ความรู้หลักสูตรการต่อต้านการคอร์รัปชัน เผยแพร่ประชาสัมพันธ์นโยบายให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย จัดทำจดหมายแจ้งคู่ค้าเพื่อสร้างความร่วมมือ และกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม มีแผนดำเนินการประเมินผลในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2568 เพื่อยื่นขอรับรอง CAC ในเดือนพฤษภาคม 2568 และคาดว่าจะได้รับการประกาศผลการรับรองในเดือนพฤศจิกายน 2568

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) เป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดมั่นในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบอย่างไม่มีข้อยกเว้น การรับรองดังกล่าวตอกย้ำบทบาทของบริษัทฯ ในการเสริมสร้างรากฐานธรรมาภิบาลที่ดีให้กับภาคธุรกิจไทย และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล
โครงการส่งเสริมการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันภายในและภายนอกองค์กร
บริษัทฯ ดำเนินโครงการส่งเสริมการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันภายในและภายนอกองค์กรเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบและขยายแนวปฏิบัติที่ดีไปสู่ห่วงโซ่ธุรกิจ มีเป้าหมายในการสร้างความตระหนักรู้และความมุ่งมั่นในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้แก่บุคลากรทุกระดับ ตลอดจนส่งเสริมให้คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจร่วมยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันเดียวกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่โปร่งใสและมีธรรมาภิบาล

บริษัทฯ มุ่งเน้นการดำเนินงานด้านการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยกำหนดให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนลงนามรับทราบนโยบาย พร้อมสร้างความตระหนักรู้ผ่านการอบรมโดยวิทยากรและการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านระบบ Microsoft Sway ซึ่งในปี 2568 มีผู้บริหารและพนักงานเข้าร่วมรวม 736 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของพนักงานทั้งหมด รวมถึงการจัดปฐมนิเทศพนักงานใหม่ทุกรายเพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมความโปร่งใส
ในส่วนของภายนอกองค์กร บริษัทฯ ได้ประกาศนโยบายแก่คู่ค้าอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้มีคู่ค้ารายใหม่ลงนามรับทราบและยึดถือปฏิบัติแล้ว 42 บริษัท ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายเชิงรุกให้คู่ค้ารายใหม่ทั้งหมดและคู่ค้ากลุ่ม Tier 1 ลงนามรับทราบให้ครบ 100% พร้อมรายงานผลต่อคณะกรรมการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือในการต่อต้านการทุจริตให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
| กรณีของการฝ่าฝืนจรรยาบรรณธุรกิจ (กรณี) | ปี 2568 |
|---|---|
| การร้องเรียนที่ฝ่าฝืนจรรยาบรรณธุรกิจ | |
| การทุจริตคอร์รัปชัน | 5 |
| ผลประโยชน์ทับซ้อน | 0 |
| การฝ่าฝืนกฎระเบียบภายในของบริษัทฯ | 9 |
| การขัดขวางการแข่งขันทางการค้า | 0 |
| การร้องเรียนด้านอื่น ๆ | |
| สังคมและชุมชน | 0 |
| สิ่งแวดล้อม และอาชีวอนามัยและความปลอดภัย | 0 |
| การละเมิดสิทธิมนุษยชน | 0 |
| อื่น ๆ | 0 |
| การดำเนินการภายหลังที่ผ่านการสอบสวนและยืนยันว่าฝ่าฝืนจรรยาบรรณธุรกิจ (กรณี) | ปี 2568 |
|---|---|
| พ้นสภาพการเป็นพนักงาน | 5 |
| ลงโทษทางวินัย | 9 |
| ไม่มีบทลงโทษ | 0 |
| โอนย้ายสาขา | 0 |
| อื่น ๆ | 0 |
สำหรับกรณีการทุจริตคอร์รัปชันทั้ง 5 กรณี ภายหลังการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและยืนยันได้ว่าเป็นการกระทำความผิดจริง บริษัทฯ ได้พิจารณาลงโทษสูงสุดด้วยการให้พนักงานที่เกี่ยวข้องพ้นสภาพการเป็นพนักงานโดยทันที ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีและมาตรการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของบริษัทฯ ที่มีการบังคับใช้อย่างเคร่งครัด
การบริหารจัดการความเสี่ยง
ความท้าทายและโอกาส
บริษัทฯ ดำเนินนโยบายบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบตามมาตรฐาน COSO ภายใต้ Risk Appetite Statement ที่เป็นทางการ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงทำหน้าที่กำกับดูแลในระดับคณะกรรมการบริษัท และมีการทบทวนการประเมินความเสี่ยงเป็นรายไตรมาส ครอบคลุม 6 ประเภทหลัก ได้แก่ (1) ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (2) ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานและคู่ค้า (3) ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแล (4) ความเสี่ยงด้านการเงิน (5) ความเสี่ยงด้าน ESG รวมถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ (6) ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทฯ ติดตามความเสี่ยงใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อให้กรอบการบริหารความเสี่ยงมีความแข็งแกร่งและสอดรับกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (ESG Risk)
- การจัดทำ BCP ขององค์กรให้ครอบคลุมความเสี่ยงของการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจให้ครบทุกมิติภายในปี 2570
- การพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างยั่งยืน
- การบูรณาการการบริหารความเสี่ยงเข้ากับทุกกระบวนการทำงานขององค์กรอย่างสมบูรณ์
โครงการเสริมสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการเสริมสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการทบทวนและทดสอบแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายในการทบทวนและพัฒนาแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ให้ครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญขององค์กร อันเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ความท้าทายและโอกาส
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรับผิดชอบและมีความยืดหยุ่นถือเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับบริษัทฯ เนื่องจากความซับซ้อนของเครือข่ายคู่ค้าหลายระดับชั้นเพิ่มความเสี่ยงด้านมาตรฐานแรงงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพผลิตภัณฑ์ และความต่อเนื่องทางธุรกิจ ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องการความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานและการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ยิ่งกำหนดให้บริษัทฯ ต้องรับผิดชอบต่อแนวทางปฏิบัติตลอดห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบร่วมกับคู่ค้า สนับสนุนแนวทางปฏิบัติด้านแรงงานที่เป็นธรรมและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน และรักษากระบวนการประเมินและติดตามคู่ค้าที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน รับประกันความสมบูรณ์ของผลิตภัณฑ์ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาวและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย
จรรยาบรรณคู่ค้า
บริษัทฯ ได้กำหนดจรรยาบรรณคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) ที่ครอบคลุมทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดยมุ่งเน้นการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน การห้ามใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับในทุกรูปแบบ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม คู่ค้าทุกรายต้องลงนามรับทราบและยอมรับจรรยาบรรณดังกล่าวเป็นเงื่อนไขในการดำเนินธุรกิจร่วมกับบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจในความผูกพันที่ชัดเจนต่อมาตรฐานเหล่านี้ จรรยาบรรณได้รับการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของบริษัทฯ และช่องทางสื่อสารต่างๆ เพื่อให้คู่ค้าทุกรายเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง การปฏิบัติตามจรรยาบรรณได้รับการติดตามผ่านกระบวนการตรวจสอบและประเมินคู่ค้าอย่างเป็นระบบ และหากพบการละเมิด บริษัทฯ มีมาตรการที่ชัดเจน ตั้งแต่การกำหนดแผนแก้ไข ไปจนถึงการยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจหากจำเป็น บริษัทฯ มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าคุณค่าด้านความซื่อสัตย์ ความยั่งยืน และการเคารพสิทธิมนุษยชนได้รับการปฏิบัติตามในทุกระดับของห่วงโซ่อุปทาน


การจัดกลุ่มและบริหารจัดการคู่ค้า
บริษัทฯ จัดแบ่งกลุ่มคู่ค้าออกเป็น 4 ระดับตามมูลค่าการซื้อขายและความสำคัญของผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยในการจัดลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการ:
- Tier 1 (คู่ค้ารายสำคัญ): มียอดซื้อเกิน 10 ล้านบาทต่อปีและไม่มีผลิตภัณฑ์ทดแทน ต้องลงนามรับทราบจรรยาบรรณคู่ค้า
- Tier 2: มียอดซื้อเกิน 10 ล้านบาทต่อปีแต่มีผลิตภัณฑ์ทดแทนได้
- Tier 3: มียอดซื้อระหว่าง 1-10 ล้านบาทต่อปี
- Tier 4: มียอดซื้อไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปี
การจัดกลุ่มดังกล่าวช่วยให้บริษัทฯ สามารถให้ความสำคัญและจัดสรรทรัพยากรในการบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม โดยเริ่มจากคู่ค้ากลุ่ม Tier 1 ก่อนขยายผลไปยังกลุ่มอื่น ๆ ตามลำดับ
ระบบการประเมินและติดตามผล
บริษัทฯ พัฒนาระบบการประเมินคู่ค้าที่มีเกณฑ์ชัดเจน โดยกำหนดให้คู่ค้าต้องมีคะแนนรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 และคะแนนด้าน ESG มากกว่าร้อยละ 60 พร้อมทั้งมีการติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติตามจรรยาบรรณอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการติดตามผลการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องที่พบเพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าได้ดำเนินการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง


การพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้า
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้าในเชิงบวก โดยสร้างความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืน สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกัน การดำเนินงานดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของคู่ค้าให้สูงขึ้น
บริษัทฯ มีการจัดเก็บข้อมูลการประเมินและการปฏิบัติตามจรรยาบรรณอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการตัดสินใจและพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาว พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงการบริหารจัดการคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
- คู่ค้าทุกรายต้องผ่านเกณฑ์การประเมินขั้นต่ำ
- คะแนนประเมินคู่ค้าเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 50
- คะแนนประเมินด้าน ESG มากกว่า ร้อยละ 60
- ร้อยละ 100 ของคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศต้องไม่มีการละเมิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายด้านสังคม
- ยอดการสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทในประเทศไทยเพื่อจำหน่าย ร้อยละ 30 ต่อปี
- คู่ค้ารายสำคัญ (Tier 1) ในประเทศไทย ร้อยละ 80 ได้รับการตรวจสอบ ESG on Site ภายในปี 2570
- สร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนอย่างสมบูรณ์
- พัฒนาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับคู่ค้าในการสร้างนวัตกรรมด้านความยั่งยืน
โครงการฝึกอบรมและการสื่อสารด้านจรรยาบรรณคู่ค้า
บริษัทจัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักจรรยาบรรณทางธุรกิจกับคู่ค้า สร้างความตระหนักในการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานจริยธรรม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนบนหลักความเป็นธรรมและโปร่งใส
กิจกรรมหลัก
- การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการทั้งรูปแบบออนไลน์และ On-site Training เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านจรรยาบรรณและแนวทางปฏิบัติ
- การจัดทำคู่มือจรรยาบรรณคู่ค้า (Supplier Code of Conduct Handbook) ที่รวบรวมแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนและครอบคลุม
- การสื่อสารภายในองค์กรอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในทุกระดับ

ผลการดำเนินงานปี 2568
คู่ค้ารายสำคัญลงนามในจรรยาบรรณคู่ค้าครบถ้วน
คู่ค้ามีความรู้และความเข้าใจเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความสำคัญ
สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนและเพิ่ม
บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานตามนโยบายการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนโดยคู่ค้ารายสำคัญ (Tier 1) ได้ลงนามรับทราบและยืนยันการปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) ครบถ้วน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทฯ ซึ่งสะท้อนถึงการสร้างความร่วมมือที่มั่นคงกับคู่ค้า ในด้านการประเมินผลการดำเนินงานของคู่ค้า ตลอดปี 2568 พบว่า คู่ค้าทุกรายผ่านเกณฑ์การประเมินทั้งด้านการดำเนินงานและด้านความยั่งยืน โดยไม่พบคู่ค้ารายใดที่มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด นอกจากนี้ จากการติดตามและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคู่ค้าในประเทศไทย ไม่พบกรณีการละเมิดหรือความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การละเมิดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด ความสำเร็จนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาและรักษาความยั่งยืนภายในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
ความมั่นคงทางไซเบอร์และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล
ความท้าทายและโอกาส
ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลถือเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริษัทฯ เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกและการเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้าและพนักงานในปริมาณมาก ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ การละเมิดข้อมูล และความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว กฎระเบียบการคุ้มครองข้อมูลที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้า นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องการการกำกับดูแลความมั่นคงของข้อมูลที่แข็งแกร่ง ยิ่งกำหนดให้บริษัทฯ ต้องเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางไซเบอร์และแนวทางการจัดการข้อมูลอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นรักษามาตรการควบคุมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มงวด ดูแลให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ส่งเสริมวัฒนธรรมการตระหนักรู้ด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลทั่วทั้งองค์กร และตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความมั่นคงอย่างรวดเร็วและโปร่งใส เพื่อปกป้องความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้เสีย รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และตอกย้ำชื่อเสียงของบริษัทฯ ในฐานะผู้ดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างรับผิดชอบ
บริษัทฯ จึงกำหนดนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศและไซเบอร์ รวมทั้งนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สอดคล้องกับกฎหมายไทย โดยจัดตั้งคณะทำงาน PDPA และฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก พร้อมมาตรการควบคุมที่เข้มงวด ได้แก่ การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การกำหนด Firewall สำหรับระบบ AD Domain การทบทวนสิทธิ์เป็นประจำทุกปี และการทำลายข้อมูลที่ไม่ใช้งานอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังว่าจ้างหน่วยงานภายนอกทำการประเมินความเสี่ยงผ่าน Vulnerability Assessment และ Penetration Test เพื่อค้นหาช่องโหว่และปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกำหนดให้มีการทบทวนและสอบทานมาตรการความปลอดภัยอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียในยุคดิจิทัล

- กรณีการละเมิดระบบหรือภัยคุกคามความปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศหรือเหตุการณ์ด้านความมั่นคงทางไซเบอร์อื่น ๆ เท่ากับศูนย์
- กรณีการละเมิดข้อมูล อันประกอบด้วยการรั่วไหล การโจรกรรม และการสูญหายของข้อมูลส่วนบุคคลเท่ากับศูนย์
- จำนวนข้อร้องเรียนเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลเท่ากับศูนย์
- จำนวนข้อร้องเรียนเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลจากหน่วยงานที่กำกับดูแลเท่ากับศูนย์
- กรณีการละเมิดระบบหรือภัยคุกคามความปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศหรือเหตุการณ์ด้านความมั่นคงทางไซเบอร์อื่น ๆ เท่ากับศูนย์
- กรณีการละเมิดข้อมูล อันประกอบด้วยการรั่วไหล การโจรกรรม และการสูญหายของข้อมูลส่วนบุคคลเท่ากับศูนย์
- จำนวนข้อร้องเรียนเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลเท่ากับศูนย์
- จำนวนข้อร้องเรียนเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลจากหน่วยงานที่กำกับดูแลเท่ากับศูนย์
โครงการอบรมให้รู้เท่าทันภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security Awareness Training)
บริษัทฯ จัดหลักสูตรอบรมการรู้เท่าทันภัยทางไซเบอร์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบต่าง ๆ นำไปสู่การใช้งานระบบสารสนเทศและเครือข่ายองค์กรอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับนโยบายบริษัทฯ ในปี 2568 มีพนักงานเข้าร่วมการอบรมจำนวน 400 คน คิดเป็น ร้อยละ 100 ของจำนวนพนักงานทั้งหมด โดย ร้อยละ 99.50 ของผู้เข้าร่วมสามารถผ่านเกณฑ์การประเมินความเข้าใจ สะท้อนประสิทธิภาพของหลักสูตรในการเสริมสร้างความรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรอบรมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บุคลากรมีความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พร้อมสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ภายในองค์กร ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความปลอดภัยของข้อมูลและระบบสารสนเทศอย่างยั่งยืน

โครงการตรวจสอบช่องโหว่และทดสอบเจาะระบบ (Vulnerability Assessment and Penetration Testing)
ในปี 2568 บริษัทฯ ดำเนินโครงการตรวจสอบช่องโหว่และทดสอบเจาะระบบเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในระบบเครือข่ายและแอปพลิเคชันที่สำคัญขององค์กร โดยครอบคลุมการตรวจสอบระบบเครือข่าย เซิร์ฟเวอร์ และแอปพลิเคชันที่มีความสำคัญ พร้อมจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงมาตรการป้องกัน บริษัทฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบจำนวน 2 ครั้ง ควบคู่กับการจำลองเหตุการณ์การโจมตีด้วยอีเมลหลอกลวง (Phishing Simulation) อีก 2 ครั้ง เพื่อประเมินระดับความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากร
ผลการดำเนินงานของโค้ดด้านความมั่นคงปลอดภัยรวมทั้งสิ้น 4 รายการ ซึ่งรวมถึงยังมีที่มีระดับความเสี่ยงสูงจำนวน 1 รายการ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และได้นำผลการตรวจสอบไปใช้ในการปรับปรุงมาตรการควบคุมและยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
โครงการปรับปรุงระบบ Firewall ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในปี 2567 บริษัทฯ ดำเนินการปรับปรุงระบบ Firewall เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่ายภายในองค์กร โดยระบบ Firewall ที่ได้รับการปรับปรุงมีความสามารถในการตรวจสอบและกรองข้อมูลที่เข้า-ออกระบบเครือข่าย ป้องกันการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากภายนอก ตรวจจับและป้องกันกิจกรรมที่ผิดปกติบนระบบเครือข่าย ควบคุมการเข้าถึงเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงป้องกันการเชื่อมต่อไปยังเนื้อหาที่เป็นอันตราย
การปรับปรุงระบบดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2567 ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ เสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่าย และยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยสารสนเทศขององค์กรให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล การลงทุนในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการปกป้องข้อมูลและทรัพย์สินดิจิทัลอย่างครอบคลุมและยั่งยืน
ผลการดำเนินงานปี 2568
ฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์แก่พนักงานกลุ่มเป้าหมาย
ไม่พบกรณี
บริษัทฯ ดำเนินการตามแผนงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ โดยจัดการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์แก่พนักงานกลุ่มเป้าหมายจำนวน 400 คน ควบคู่ไปกับการตรวจสอบช่องโหว่ในระบบสารสนเทศและปรับปรุงระบบ Firewall เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันภัยคุกคาม ผลการดำเนินงานในปี 2568 สะท้อนประสิทธิภาพของมาตรการเชิงรุก โดยไม่พบกรณีการละเมิดระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นผลจากการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ อาทิ ระบบ Firewall ประสิทธิภาพสูง การเข้ารหัสข้อมูลที่สำคัญ การตรวจสอบความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ และการบริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลอย่างเคร่งครัด
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มพนักงานผ่านการจัดอบรมเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และแนวปฏิบัติตามนโยบายด้านข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมาตรการดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายในการขอรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อยกระดับการดำเนินงานในระยะยาวและสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยข้อมูลระดับสากล
| ความมั่นคงทางไซเบอร์ | 2566 | 2567 | 2568 |
|---|---|---|---|
| กรณีการละเมิดระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศหรือเหตุการณ์ด้านความมั่นคงทางไซเบอร์อื่น ๆ | 0 | 0 | 0 |
| กรณีการละเมิดข้อมูล อันประกอบด้วยการรั่วไหล การโจรกรรม และการสูญหายของข้อมูลส่วนบุคคล | 0 | 0 | 0 |
| การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| จำนวนข้อร้องเรียนเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล | 0 | 0 | 0 |
| จำนวนข้อร้องเรียนเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลจากหน่วยงานกำกับดูแล | 0 | 0 | 0 |
การพัฒนานวัตกรรมด้านกระบวนการ
ความท้าทายและโอกาส
การพัฒนานวัตกรรมกระบวนการถือเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับบริษัทฯ เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง และแรงกดดันการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ต้องการการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการปรับปรุงการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกหน้าที่ทางธุรกิจ การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงในขณะที่รักษาคุณภาพการบริการ ควบคุมต้นทุนการดำเนินการ และสร้างความพร้อมของพนักงานสำหรับรูปแบบการทำงานใหม่ ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนในเส้นทางของนวัตกรรม บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นขับเคลื่อนนวัตกรรมกระบวนการอย่างเป็นระบบผ่านการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และแนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวของบริษัทฯ

กระบวนการพัฒนา
บริษัทฯ มอบหมายให้ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการบริหารจัดการและพัฒนาระบบเทคโนโลยีขององค์กร โดยในปี 2567 และ 2568 มุ่งเน้นการพัฒนาและประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กร บริษัทฯ กำหนดขั้นตอนการพัฒนาและบูรณาการระบบเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
กระบวนการพัฒนาทั้ง 5 ขั้นตอนนี้เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้บริษัทฯ สามารถพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนานวัตกรรมด้านกระบวนการอย่างยั่งยืนในปี 2567 และระยะยาว
- พัฒนาการจัดการข้อมูลและการวิเคราะห์ให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบรายงานอัตโนมัติที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของแต่ละฝ่าย
- พัฒนาระบบ Data Transformation and Analytics เพื่อพัฒนา Data Center ให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนในกระบวนการต่าง ๆ หรือสร้างนวัตกรรมและปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างรวดเร็ว
- พัฒนาระบบสื่อเทคโนโลยีหรือออนไลน์ (E-Learning) ที่เหมาะสมและทันสมัย เพื่อเสริมสร้างทักษะและความรู้ของพนักงานอย่างต่อเนื่อง
- พัฒนาระบบบริหารคลังสินค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานในส่วนจัดการสินค้า และลดการขาดแคลนสินค้าหรือสินค้าล้นคลัง
- เพิ่มการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติในการดำเนินงานของ Supply Chain เพื่อให้กระบวนการทำงานมีความรวดเร็วและแม่นยำ ลดการพึ่งพามนุษย์ในการจัดการกระบวนการต่าง ๆ รวมถึงการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการตั้งแต่การจัดหา จนถึงการจัดส่งสินค้า
- พัฒนาระบบโดยใช้ AI เข้ามาช่วยทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานในองค์กรเพื่อความสะดวก รวดเร็วและแม่นยำ ในการทำงาน และ ใช้ AI ในการปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล, การจัดการกระบวนการผลิต, การสนับสนุนลูกค้า และการวางแผนทางธุรกิจ
- พัฒนาระบบ Dashboard ขนส่งแบบเรียลไทม์ ติดตามและตรวจสอบสถานะการขนส่งได้ทันที และปรับปรุงการวางแผนการจัดส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
โครงการพัฒนานวัตกรรมด้านกระบวนการ
โครงการการพัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์และบริหารจัดการข้อมูล
โครงการพัฒนาระบบขายหน้าร้าน (Point of Sale System Development)
โครงการพัฒนาระบบ SAP การตั้งหนี้ (SAP Accounts Payable System Development)
โครงการพัฒนาโปรแกรม Park Invoice without PO (Non-PO Invoice Management System)
โครงการพัฒนาโปรแกรม Transfer Deferred Input VAT (VAT Management System)
โครงการพัฒนาระบบ SAP การตรวจนับทรัพย์สิน (SAP Asset Management System Development)
โครงการพัฒนาระบบ SAP การจัดทำงบการเงิน (SAP Financial Statement Preparation System)
โครงการพัฒนาระบบ SAP การวางแผนนำเข้าสินค้า (SAP Import Planning System Development)
โครงการพัฒนาระบบการทำงานเพื่อรองรับคำสั่งซื้อประเภทออนไลน์ (E-commerce Order Management System Development)
โครงการ e-Tax Invoice ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Tax Invoice System)
คุณภาพผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค
ความท้าทายและโอกาส
การส่งมอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาถือเป็นความท้าทายอย่างต่อเนื่องสำหรับบริษัทฯ เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ความคาดหวังด้านคุณภาพที่สูงขึ้น และความต้องการความโปร่งใสเกี่ยวกับส่วนประกอบ แหล่งที่มา และข้อมูลโภชนาการของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ต้องการการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การประกันคุณภาพ และการบริหารจัดการคู่ค้า มาตรฐานกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นด้านความปลอดภัยและการติดฉลากผลิตภัณฑ์ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนในการรักษาการปฏิบัติตามข้อกำหนดในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นรักษามาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ลงทุนในการศึกษาความต้องการของผู้บริโภคเพื่อคาดการณ์และตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลง และทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าไว้วางใจได้ เสริมสร้างความภักดีต่อแบรนด์ และสนับสนุนผลการดำเนินงานทางการค้าในระยะยาวของบริษัทฯ

- ร้อยละ 1 ของข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพต่อยอดขายรายปี
- กำหนดระยะเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันหลังการตอบรับข้อร้องเรียนด้านคุณภาพ
- พัฒนาระบบวิเคราะห์สาเหตุและแนวทางป้องกันข้อร้องเรียนด้านคุณภาพ
- ร้อยละ 1 ของข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพต่อยอดขายรายปี
- จัดทำและประกาศใช้นโยบายด้านคุณภาพและการเรียกคืนผลิตภัณฑ์
- พัฒนาระบบการจัดการคุณภาพเชิงป้องกันที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิต
โครงการการประเมินคุณภาพคู่ค้าเพื่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ
บริษัทฯ ดำเนินโครงการการประเมินคุณภาพคู่ค้าเพื่อคัดเลือกและประเมินคู่ค้าตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้ได้วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมาย โดยครอบคลุมการตรวจสอบมาตรฐานการผลิต การรับรองที่เกี่ยวข้อง และหลักความยั่งยืน เพื่อให้ได้คู่ค้าที่มีการดำเนินงานได้มาตรฐาน สร้างความมั่นใจในคุณภาพผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน บริษัทฯ กำหนดให้คู่ค้าทุกรายต้องได้รับการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งพิจารณาทั้งในมิติด้านศักยภาพทางธุรกิจและมิติด้านความยั่งยืน

บริษัทฯ มีกระบวนการประเมินคู่ค้าใหม่ทุกรายตามแบบประเมินมาตรฐานก่อนเริ่มความสัมพันธ์ทางธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการประเมินด้านศักยภาพทางธุรกิจ คุณภาพผลิตภัณฑ์ และการตรวจสอบใบรับรองมาตรฐานตามข้อกำหนดทางกฎหมาย เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และมาตรฐานอาหารและยา (อย.) ในปี 2567 บริษัทฯ ได้ประเมินผู้ที่จะเข้ามาเป็นคู่ค้าทุกรายตามเกณฑ์ที่กำหนด และดำเนินธุรกิจเฉพาะกับคู่ค้าที่ผ่านการประเมินเท่านั้น ทำให้มั่นใจได้ว่าคู่ค้าทุกรายมีศักยภาพในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
บริษัทฯ ดำเนินโครงการประเมินคุณภาพคู่ค้าอย่างครอบคลุม ครอบคลุมมาตรฐานการผลิต ใบรับรองตามข้อกำหนดทางกฎหมาย เช่น มอก. และ อย. เกณฑ์ด้าน ESG และการตรวจสอบสิทธิมนุษยชน ทั้งในมิติศักยภาพทางธุรกิจและความยั่งยืน คู่ค้าใหม่ทุกรายต้องผ่านการประเมินตามแบบมาตรฐานก่อนเริ่มความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ขณะที่คู่ค้าเดิมได้รับการประเมินซ้ำเป็นประจำเพื่อให้มั่นใจในการปฏิบัติตามมาตรฐานของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง คู่ค้าที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ได้รับการระบุและตรวจสอบในระดับที่เข้มข้นเป็นพิเศษ และคู่ค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องจัดทำแผนแก้ไขอย่างเป็นทางการ (Corrective Action Plan) โดยบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจเฉพาะกับคู่ค้าที่ผ่านการประเมินครบถ้วนเท่านั้น ในปี 2568 มีคู่ค้าที่ได้รับการประเมินทั้งสิ้น 151 ราย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของบริษัทฯ ในการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน

โครงการจัดทำขั้นตอนการรับคืนสินค้า (Product Return Process Development)
บริษัทฯ พัฒนาและจัดทำขั้นตอนการรับคืนสินค้าอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการจัดการการรับคืนสินค้าจากลูกค้า โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า ลดข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการให้บริการขององค์กร กระบวนการรับคืนสินค้าครอบคลุมตั้งแต่การจัดการสินค้าที่หน้าร้านจนถึงการส่งกลับคลังสินค้า โดยรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ อาทิ การเปลี่ยนหรือคืนสินค้าที่พบความชำรุดบกพร่อง การแก้ไขกรณีการรูดบัตรเครดิตผิดพลาด และการจัดการกรณีการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตหรือระบบ QR Payment ไม่สำเร็จ
บริษัทฯ กำหนดกระบวนการทำงานที่เป็นระบบใน 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้:
1. การตรวจรับสินค้า - ตรวจสอบข้อมูลราคาและจำนวนผลิตภัณฑ์ สัญลักษณ์และมาตรฐานการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และคุณภาพบรรจุภัณฑ์
2. การจัดการสินค้าชำรุด - ติดต่อประสานงานกับคู่ค้าทันทีเพื่อวิเคราะห์สาเหตุและกำหนดแนวทางแก้ไข
3. การประสานงานกับคู่ค้า - แจ้งรายละเอียดปัญหา จัดส่งภาพถ่ายสินค้าชำรุด และดำเนินการตามเงื่อนไขการคืนหรือเคลมสินค้าที่กำหนด